อ้วน

posted on 16 Aug 2011 15:23 by nitchapa136
มีคนอ้วนมากมายที่อยากจะผอม แต่จนแล้วจนรอดก็ยังผอมไม่ได้ซะที สถานที่ลดน้ำหนักที่จัดโปรแกรมจัดเครื่องมือสารพัดมาเพื่อดูดเงินในกระเป๋าของคนอ้วนผู้มีอันจะกินมากเกินไป เปิดบริการกันมากเป็นดอกเห็ด
 จริงๆแล้วการควบคุมน้ำหนักตัวนั้น มีหลักง่ายๆไม่ยุ่งยากไม่เสียเงินเสียเวลา ลองทำความเข้าใจดู
เริ่มจากทำไมเราจึงหิว เราหิวก็เพราะระดับน้ำตาลในเลือดของเราลดต่ำลง จึงเกิดการหาวบ้าง ท้องร้องบ้าง
มึนๆหัวต้องหาอะไรใส่ปากเพื่อเพิ่มน้ำตาลให้ร่างกาย การควบคุมน้ำหนักที่ดีและได้ผลที่สุด คือการเคี้ยวข้าวให้นานที่สุด นานขนาดที่ข้าวเปลี่ยนเป็นน้ำตาลขณะที่เคี้ยวอยู่ในปาก เคี้ยวข้าวจนน้ำตาลถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดทางกระพุ้งแก้ม เมื่อน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสมองจะได้รับรู้ว่าปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ความรู้สึกหิวก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าเราเคี้ยวคำละ10นาทีรับรอง5คำก็อิ่มจนกินไม่ลง คนเคี้ยวช้าจึงไม่มีวันอ้วนเด็ดขาด คนอ้วนทุกคนเคี้ยวเร็วมากเผลอๆไม่เคี้ยวเลยด้วยซ้ำไป กินๆเข้าไปยังไม่ทันจะมีการย่อยสลายแป้งให้เป็นน้ำตาลเลย  สมองยังไม่ทันจะได้รับรู้ว่าอิ่ม ก็กินเข้าไปมากมายจนเกินความต้องการ ความอ้วนก็มาเยือนเป็นธรรมดา
น้ำหนัดเกินเป็นอันตรายมากมาย นอกจากจะไม่สวย แล้วยังเสียบุคคลิก โรคภัยไข้เจ๊บเรียงมาสารพัด เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเส้นเลือด ปวดเข่าปวดขาเพราะรับน้ำหนักตัวมากเกินไป ไม่มีข้อดีเลยสักนิดเดียว
การเคี้ยวช้าๆเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแก้ปัญหาได้หมด การฝึกเคี้ยวช้าๆทำได้ไม่ง่ายเลย ทุกคำต้องนับ1ถึง10แล้วค่อยกลืน ฝึกไปทุกมื้อจนติดเป็นนิสัยถาวร
  อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ ไม่กินอะไรหลัง6โมงเย็น นอกจากน้ำเปล่าเท่านั้น อยากกินอะไรให้กินก่อน6โมงเย็น
คุณรู้หรือไม่ว่าการหายใจจาก6โมงเย็นถึง6โมงเช้าใช้พลังงานไป2000แคลอลี่ เพียงเท่านี้ก็ไม่ทำให้มีสว่นเกินในร่างกายของคุณแล้ว
  เรื่องกินจนเกินพอดี เป็นปัญหาที่แก้ได้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก เพราะทางเข้าของอาหารมีทางปากทางเดียว แค่ไม่หยิบเข้าปากก็เท่านั้นเอง ไม่แนะนำให้กินยาลดความอ้วนโดยเด็ดขาด ผลเสียของยามีมากมายจริงๆ ทั้งไต ทั้งตับ และหัวใจจะถูกทำลาย ไม่มีความคุ้มค่าอะไรเลยสักนิด เพราะคุณจะกลับมาอ้วนก่วาเดิมเสียอีก
เดือนนี้ปีนี้(กรกฎา2554) เราครบรอบแต่งาน28ปี จริงๆแล้วเราเป็นผู้หญิงที่สุดแสนจะโชคดีมากกกกกกกกก
เพราะสามีรักเราแบบรักมากจนงงงงว่า ทำไมรักซะขนาดนี้ เค้าเป็นศัลย์แพทย์ ระดับอาจารย์ที่เริ่มอาวุโสแล้ว
(ดูจากสีผม) ใครๆชอบคิดว่าเราเสริมจมูก เพราะเราจมูกโด่งได้รูป (สามีทำให้เหง๋งๆๆ) แต่เราไม่คิดจะโดนมีดหมอเลยสักนิด ไม่มีทางซะล่ะที่จะยอมเจ๊บตัว ชีวิตนี้แค่ผ่าตัดคลอดลูกสาวสองคน ก็แย่แล้ว เรามีลูกสาว3คน
แต่คนแรกคลอดเอง คนที่สองมีเหตุอันทำให้ต้องผ่าคลอด ลูกคนที่สามก็เลยต้องผ่าไปด้วย พอผ่าตัดสองครั้ง
ก็ไม่ไหวแล้วจ้า พอทีไม่เอาแล้วไม่คิดจะเข้าห้องผ่าตัดอะไรอีกเลย มีดหมอจ๊า เราขอลาขาดเล้ย
     จนแล้วจน(ไม่)รอดก็หนีไม่พ้นมีดหมอ แถมยังต้องผ่าจุดที่อันตรายที่สุดซะด้วย คือต้องผ่าสมอง นี่ล่ะน้าพระ
พุทธเจ้าท่านว่าร่างกายเป็นรังของโรค ไม่มีใครที่รอดพ้นจากการแก่ การเจ็บ(ป่วย) การตายไปได้ ตราบใดที่ยัง
เกิดมาในโลกนี้ ก็ต้องยอมรับกฎว่าต้องป่วย ต้องตายในที่สุด
    คืองี้เรามีอาการเจ๊บเหมือนไฟฟ้าช๊อดใบหน้าซีกซ้าย บริเวนหน้าผาก โหนกแก้ม ใต้จมูก และคาง เวลามีอาการไฟช๊อดแต่ละครั้งเจ๊บจนน้ำตาร่วง แปรงฟันไม่ได้(ฟันบนซ้าย) เคี้ยวอาหารด้านซ้ายไม่ได้ ถ้าวันไหนเป็นมากมากต้องใช้หลอดดูดนมกล่องกินแทนข้าวเลยเชียว  หมอเค้าเรียกโรคที่เราเป็นว่า ไตรเจอร์มินัลเนอร์รัลเจีย(Trigeminal Nevralgia)
หมออายุรศาสตร์เส้นประสาทอธิบายเราว่า เส้นประสาทคู่ที่5 ซึ่งมันจะแยกออกเป็นสามสาย(ก็เลยมีชื่อโรคขึ้นต้นด้วยคำว่าไตรแปลว่าสาม) สายหนึ่งมาที่หน้าผาก สายหนึ่งไปที่โหนกแก้ม โพรงจมูก  สายสุดท้ายไปที่คาง เจ้าเส้นประสาททั้งสามของเราดันมีเส้นเลือดมาทับบ้าง  มาเต้นอยู่ใกล้ๆบ้าง มันก็เลยเหมือนมีไฟมาชอ็ดหน้าเรา อ้าว!!แล้วทำไมเส้นเลือดคนอื่นเค้าไม่เต้นผิดที่แบบเราล่ะ คือถ้ามันรักษาระยะห่างในการอยู่ใครอยู่มันตามประสาเส้นเลือด ควรอยู่ห่างเส้นประสาท เรียกว่าที่ใครที่มัน ไม่ข้ามดินแดนกันอยู่กันแบบสันติ แบบปรกติมันก็จะไม่มีรายการไฟชอ๊ดหน้าเราน่ะ  หมอบอกว่าไม่รู้ว่าทำไม ถ้ารู้คงได้รางวัลโนเบิ้ลไพร๊ซไปแล้ว (สรุปก็คือเอ็งไม่ต้องรู้หรอกว่าทำไมถึงเป็นเพราะข้าก้ไม่รู้เหมือนกัน555)
   หลังจากกินยามาได้6ปี ไม่ได้กินตลอดนะ โรคชื่อยาวๆเนี่ย มันไปไปมามา ไม่ลาไม่ไหว้ เป็นก็กินยา ดีขึ้นก็งดยาไป จนมาถึงปีนี้โรคขาประจำก็เกิดไม่ยอมไปซะที อยู่ยาวจากเดือนกุมภา มาจนกรกฏาคม ก็ไม่มีทีท่าจะบ๊ายบายไปเอาซะเลย  และอาการช๊อดก็พัฒนาไปตามวัย(ทอง) จากช๊อทสั้นๆ2-3วินาทีเป็นช๊อดนานเกือบนาที (ทรมานสุดๆ อยากรู้ว่าเป็นไง ลองเอาไฟช๊อดหน้าดูได้) ยาที่กินก็ทำให้เรานอนทั้งวัน วันๆมีแต่กิน กับนอน เซื่องซึมจนถูกตั้งฉายาว่า ยายเนิบ(นังเนิบนาบ) ขับรถก็ไม่ได้หลับได้ตลอดเวลา  และแถมยายังรับมือกับเจ้าเส้นเลือดที่ลุกล้ำอาณาจักรชองเส้นประสาท มันยังวิชาแก้กล้า เรียกว่าขนาดกินยาอยู่(ยาไปทำให้เส้นเลือดมันเต้นช้าๆหน่อย และทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึดช้าๆหน่อยเราจะได้ไม่เจ๊บ)เจ้าเส้นทั้งสองผู้ยิ่งใหญ่ มันยังไม่ยอมเต้นจังหวะสโลว์มันชอบเต้นแร๊ท
   หมอก็เลยตัดสินใจ(โดยความจำยอมของเรา)แนะนำว่าผ่าตัด  เราเองแม้จะอยู่กับหมอศัลย์มา28ปี ก็ไม่เคยชอบมีดหมอเลยซักกะนิ๊ด โอเคผ่ายังไง ทำอะไรบ้าง หมอก็บอกว่าจะเอาฟองน้ำไปกั่นระหว่างเส้นเลือดกับเส้นประสาท  เราก็อ้อ!!! แบ่งเขตแดนแบบเด็ดขาดห้ามล้ำเส้นดินแดน(โดยต้องเจาะกระโหลกเข้าทางหล้งหูซ้าย)
เราเข้าไปดูในยูทรูป โอ้โห ชัดแจ๋ว ผ่าให้เห็นจะ จะ (เชิญเปิดชมได้เอง เราดูอยู่หลายสิบรอบ จนจะหลับตาผ่าตัดเองได้แล้ว) 
  หมอที่ให้ยาเราส่งต่อเราให้หมอที่จุฬา ที่เรียกว่าหมอผ่าตัดสมองโดยเฉพาะ(นิวโรศัลย์)ชื่ออาจารย์หมอรุ่งศักดิ์ ศิวานุวัฒน์ เป็นหมอหนุ่มๆน่าจะประมาณอายุไม่เกิน45ปี หมอพูดน้อยมากๆ ยิ้มๆ เราได้พบหมอที่ชั้น7หน้าห้องผ่าตัด จากนั้นก็ไปตรวจร่างกายที่ ตึก.....ตึกนี้เก่าแก่มากกกก เราก็ถูกตรวจสารพัด ทั้งตรวจการทำงานของหัวใจ(EKG) เจาะเลือดไปหลอดหญ่าย เพื่อตรวจเบาหวาน ตับ ไต ตรวจปัสสาวะ (ไม่ยักกะตรวจอึ น่าจะเป็นว่าอึ ไม่เกี่ยวกัยสมองมั้ง)
   พยาบาลบอกว่าบ่ายๆมาฟังผลและคุยกับหมอนะคะ ตอนนั้นก็พึ่งจะ11โมงเราเลยได้โอกาส นั่งแท๊กซี่ไปแถวหน้าโรงพยาบาลราชวิถี ไปซื้อเครื่องวัดความดันแบบอัตโนมัตไว้ใช้ที่คิลนิก เพราะคุณสามีบอกว่าเครื่องวัดความดันที่ใช้อยู่มานานแสนนานมันแก่มากแล้วคงต้องปลดเกษีณรมันได้แล้ว เรามีคิลนิกสองแห่ง ก็แเลยต้องซื้อสองเครื่องที่ร้านขายเครื่องมือแพทย์หน้าโรงพยาบาลราชวิถีเนี่ยมีเยอะมาก เราเลือกร้านที่เล็กๆแต่คนซื้อแยอะๆ เข้าไปแทบไม่มีที่ยืนเพราะของเต็มร้านแบบไม่รู้จะเอาไปจัดเรียงยังไง เครื่องที่เราเลือกซื้อราคาติดไว้ที่กล่อง3950บาท มีรูปนิรุต ศิริจรรยาเป็นพรีเซนเตอร์(พิมพ์เป็นกระดาษมาติดทับหน้าฝรั่งเพราะหน้าฝรั่งที่ติดมากับกล่องไม่ทำให้ขายดีเท่า นิรุต ศิริจรรยาพระเอกถูกใจคนวัยความดันเริ่มสูง)   เราซื้อสองเครื่องต่อรองราคาแบบมืออาชีพ    ได้สองเครือง4500บาท  สงสัยยายเจ๊ที่ขายให้อาจเจริญพรเราในใจที่ช่างต่อราคาดีนัก เดินออกจากร้านมาลื่นล้มอยู่หน้าร้านเซเว่น (เค้าทำทางลาดไว้ที่ฟุตบาทเพื่อขนของเข้าร้านง่ายๆด้วยรถขนของ) เราเดินไม่ระวังลื่นปรู๊ด แหม!กรรมตามทันเร็วจัง ซื้อของอย่าต่อราคามากจนเกินเหตุคนขายอาจเจริญพรซะต้องเจ๊บตัวแบบเนี๊ย!!
   กลับมาที่โรงพยาบาลจุฬา แท๊กซี่เท่านั้นเป็นที่พึ่งเวลาเราเข้ากรุงเทพ (เราอยู่ขอนแก่น) แท๊กซี่ก็ส่งเราที่จุฬานั่นล่ะแต่มุมไหนก็ไม่รู้กว่าเราจะเดินหาตึก... ...(จำขื่อไม่ได้ฮ่ะ).กว่าจะเจอทำเอาแทบเป็นลม จุฬาเนี่ยถ้าใครไม่คุ้นเคยโปรดระวังให้ดี หลงแบบสุดๆยิ่่่งเราเป็นคนไม่เคยไม่หลงทาง(หลงทางเป็นนิสัยส่วนตัวมาตั้งแต่เด็กจนโต จนแก่)
   ได้คุยกับคุณหมอผู้หญิงสูงวัยมาก แต่สวยมากเลย(ตอนสาวๆต้องสวยเลยล่ะ) ใจดีมากด้วย ท่านค่อยๆบอกเราเรื่องผลการตรวจสุขภาพ ทุกอย่างปรกติดี แต่เลือดจางไปหน่อยต้องกินธาตุเหล็ก(FBC) สามีเราก็บอกให้เรากินยานี้มานานแล้วล่ะ แต่เราก็กินมั่งไม่กินมั่ง ยาอะไร้ เหม็นมากยาเหม็นแล้วยังทำให้ขี้ทั้งเหม็น(มากพิเศษ)ทั้งดำปี๊ กินแล้วก็คลื่นไส้ด้วย ต้องกินคู่กับยาแก้คลื่นไส้(โมติเลี่ยม) เราเลยไม่ชอบกินแอบเบี้ยวประจำ ทำลืมมั่ง จำไม่ได้ว่ากินแล้วยัง กินแล้วมั้ง จนหมอ(สามี)ต้องบอกว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอระวังจะเป็นอัลไซด์เมอร์นะ ก็ได้ผลนะเริ่มยอมกินยานี้ ขนาดกินมาได้เดือนหนึ่งแล้ว มาตรวจที่นี้(จุฬา) หมอยังว่าให้กินธาตุเหล็ก(นี่ล่ะน้าโบราณว่าเกลียดอะไรก็จะได้อย่างนั้น) หลังจากรู้ผลตรวจร่างกายว่าแข็งแรงดี สามารถรับการผ่าตัดได้ หมอบอกว่าให้กลับไปรอที่บ้าน จะมีโทรศัพท์ไป  เรียกตัวมาเข้านอน(แอดมิท)โรงพยาบาลเพื่อรอผ่าตัด
    ดีล่ะไหนๆจะผ่าตัดแล้วขอเที่ยวก่อน น้องสาวเราเปิดร้านอาหารอยู่ที่บอสตัน(อเมริกา) เจ้าตัวดีชอบเที่ยวดีนักจัดแจงชวนไปลงเรือสำราญ เราก็อยากเที่ยวก่อนผ่าตัดอยู่แล้ว  ต้องมีข้ออ้างเอาการพาแม่เที่ยว มาเป็นข้ออ้างเพื่อขอวีซ่าจากคุณสามี..... แม่อายุ80แล้วนะต้องพาแม่เที่ยว....ได้ผลเค้าบอกว่าตามใจตามใจ(แบบไม่เต็มใจสักนิ๊ด)  จองเรือจองตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปฮ่องกง เพราะต้องไปลงเรือสำราญลำใหญ่ที่นั่น กำหนดการท่องเที่ยวคือ 1-6กรกฏาคม 54 จัดเตรียมชุดสวยเพราะมีกลาล่าร์ดินเนอร์1คืน และเที่ยวไทเป ตลอดทางแวะเที่ยวเมืองต่างๆ ชอ้บปี้งกระจาย
   เราคิดว่ายังไงก็ขอเที่ยวแบบด่วนเลยเดี๋ยวผ่าตัดแล้ว ต้องพักพื้นนาน เราไม่รู้สึกกลัวอะไรมากสามีเราเค้าไม่ได้ห้ามการผ่าตัดก็แสดงว่ามันต้องโอเค  แต่หมอที่มาให้ข้อมูลและสอบประวัติการรักษาถามอาการ บอกเราว่าผ่าตัดนี้อาจมีอาการหลังผ่าตัดดังต่อไปนี้เช่น หูไม่ได้ยิน(คือหูหนวกน่ะ) เราว่าทั้งสองข้างเลยเหรอ หมอบอกว่าข้างเดียว (อ้อ!แปลว่ายังได้ยินอยู่จากหูอีกข้าง) แล้วไงอีก... เออก็มีหน้าเบี้ยวได้ ปากเบี้ยวได้ หน้าอาจจะหนาๆๆชาๆแบบฉีดยาชาที่หน้าแบบถาวรน่ะ(อ๋อหน้าด้านไม่ค่อยรู้สึก) หมอพูดแบบยังกะอยากให้เปลี่ยนใจไม่ผ่าตัด  เราฟังแล้วถามว่าแล้วหายมั้ย ไอ้อาการไฟช๊อดหน้าน่ะหายมั้ย  หมอว่า90%หายหลังการผ่าตัด เรารีบถามว่าหายแล้วเป็นอีกมั้ย(เท่าที่รู้จักมันมา6ปีโรคเนี๊ยมันนิสัยไม่ดีชอบไปมาไม่ลาไม่ไห้ว นึกจะมามันก็มา นึกจะไปมันก็ไป ยังกะหน้าเราเป็นของมัน มันจะเปลี่ยนนิสัยมั้ยเนี่ย) หมอว่า30%อาจกลับมาเป็นได้อีก อ้าว!!!ว่าแล้ว โรดอะไร้ ไม่มีมารยาทสุดๆ
   จัดเตรียมชุดสวย ตั๋วเครี่องบินอีกไม่กี่วันจะไปเที่ยวแล้ว กลับมาเค้าคงโทรมานัดเองล่ะ จุฬา คิวยาวเราไปสนุกก่อนดีกว่า.. และแล้วอนิจจังไม่เที่ยงหนอ วันที่26มิ.ย.ตรงกับวันศุกร์ ประมาณ10โมงเช้ามีเสียงใสๆบอกว่าโทรจากโรงพยาบาลจุฬา ให้คนไข้เข้านอนที่โรงพยาบาลวันอาทิตย์นะคะ จะผ่าตัดวันจันทร์(27มิ.ย.) เราถามว่าผ่าตัดแล้ววันที่1ลงเรื่อเที่ยวได้มั้ย หมอว่าลงเรือได้ (ค่อยยังชั่วกลัวอดเที่ยว) พอรับสายว่าจะผ่าตัดแบบสายฟ้าแลบทำเอายืนไม่ไหวเข่าอ่อน นั่งลงเก้าอี้หน้าบ้าน รีบโทรบอกหมอ(สามี)  ป๊า จุฬาเค้าโทรมาให้ มี๊ ไปแอดมิดวันอาทิตย์จะผ่าวันจันทร์ สามีบอกว่าเร็วดีจัง เดี๋ยวจะรีบไปไปทำใบส่งตัวให้นะ (จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินก่อนเบิกทีหลัง)
  เราก็กลับบ้านมาจัดกระเป๋าใบใหญ่เพราะต้องเอาไปเที่ยวเรือด้วย วางแผนอย่างมีระบบ ผ่าตัด27 วันที่28ก็ดูอาการ 29ก็อยู่ห้องพิเศษสักคืนนึง 30-31ก็กลับมาอยู่บ้านแม่ที่กรุงเทพ วันที่1ก็ไปลงเรือพอดี๊พอดี ลงตัวดีจัง
ดีนะที่หมอว่าลงเรือได้ ไม่งั้นไม่ผ่านะเนี่ย แต่พอเอาเข้าจริงๆมารู้ทีหลัง(สายเสียแล้ว)ว่าลงเรือด๊าย  แต่นั่งเครื่องบินยังไม่ได้อ่ะ เกี่ยวกับความดันอากาศ หลังผ่ากระโหลกใหม่ๆกระโหลกยังปิดไม่สนิท น้ำในหัวก็ยังไม่เท่ากัน อ้าว!!ไหงว่างั้น ก็เราน่ะผิดเองดันถามหมอว่าลงเรือได้มั้ย  หมอก็ว่าได้น่ะซิ(บอกไม่ละเอียดว่าต้องนั่งเครื่องบินไปลงเรือน่ะ)  แต่เราต้องไปลงเรื่อที่ฮ่องกงน่ะ ท่าเรืออยู่ฮ่องกงล่องไปไทเป เราต้องขึ้นเครื่องบินจาก กรุงเทพไปฮ่องกงไปลงเรื่อที่โน่น แล้วขากลับก็นั่งเครื่องบินกลับจากฮ่องกงมากรุงเทพสรุปก็คืออดเที่ยว เพราะนั่งเครื่องยังไม่ได้ อนิจจังน้อทั้งอดเที่ยวทั้งเจ๊บตัว ที่สุดของแจ้(ชื่อนักร้องคนโปรด)จริงๆ
   วันที่มานอนรอผ่าตัด คุณสามีก็มานอนเฝ้า ปรกติเค้าจะชอบพูดเล่น อารมย์ดีเสมอแต่วันนั้นดูเค้าเครียดๆแต่เราไม่ค่อยรู้สึกอะไร เพราะเห็นพวกหมอฝึกหัดพูดๆกันว่าเอาเคสใหญ่ขึ้นก่อนเคสเล็กนี้(คือเรา)เอาไว้เป็นเคสสอง
อ้อ! เคสเล็กของหมอสมองเค้าก็คือโรคของเรา คงเหมือนหมอศัลย์ทั่วไปที่การผ่าตัดใส่ติ่งถือเป็นเคสชิวๆๆ(เราคิดเองเออเองอย่างสบายใจ)  เราถามหมอว่าใช้เวลาเท่าไหร่(ผ่าตัด) หมอว่าประมาณ45นาทีหรือ1ชั่วโมง ถ้าไม่มีอะไร2วันก็กลับบ้านได้  เราคิดเองว่าเราไม่มีอะไรอยู่แล้ว ดูมาหมดแล้ว(วิธีผ่าตัด)จากยูทรูป แค่เอาฟองน้ำใส่เข้าไปแบ่งอาณาเขต ไม่ได้ไปตัดต่ออะไรซะหน่อย  จิ๊บๆๆ ผ่าเสร็จก็ลงเรือพักผ่อนแสนสุขสบายใจ
   เอากระเป๋าใหญ่ไว้ที่บ้านแม่ หนังสือพาสปอรต์เอามาพร้อมหมด(เตรียมพร้อมท่องเที่ยว)  จัดแบ่งเสื้อผ้าไปโรงพยาบาลแค่ชุดเดียวเอาไว้ใส่วันกลับจากโรงพยาบาลก็พอ  จัดตั๋วเครื่องบินให้คุณหมอ(สามี) กลับขอนแก่นวันอังคาร(28มิย.)บ่ายสองโมง   ให้น้องสาวที่มาจากอเมริกา(นัดกันมาล่องเรือพาแม่เที่ยวไง)มานอนเฝ้าเรา1คืน(ผ่า27 นอนไอซียูคืน27 พอ28เช้าก็ออกมาอยู่ห้องพิเศษ )แกมาเฝ้าฉันคืน28คืนเดียวก็พอ 29เช้าเราก็กลับไปบ้านแม่ที่สะพานใหม่(กรุงเทพ)นะ 30-31 นอนพักฟื้นสักสองวัน วันที่1เราก็ไปเที่ยวกันได้  วางแผนเสร็จสับ (ฝันหวานจริงจริ๊ง)
     วันผ่าตัดเช้ามาหมอ(เด็กๆ)ก็มาบอกว่าเอาเคสสองขึ้นก่อนเพราะเคสแรกเป็นอีสุกอีใสเมื่อคืนกลางดึก เลยต้องเลื่อนไปก่อน   เออ!ดีๆๆ(เราดีใจ) จะได้ผ่าเร็วๆดีแล้วเรายิ่งกลัวว่าเค้าให้น้ำเกลือเราอยู่  ไม่ได้กินยาแก้ไฟช๊อทหน้า tegretol (carbamazenine)   มีหวังไฟได้ชอ๊ดหน้าฉันเจีบๆแน่เล้ย ท่าทางคุณสามีก็ดีใจมากที่ได้เลื่อนเป็นเคสแรก เค้าว่าเผื่อผ่าเข้าไปแล้วทำยากหมอจะได้ยังไม่เหนื่อย (เริ่มมีการว่าทำยากทำง่ายไหน เคยบอกเราว่าไม่มีอะไรหรอก)
     เข้าไปในห้องผ่าตัดหมอดมยาบอกว่าอ๊อกซิเจนครับสูดหายใจ เราก็กำหนด หนอพองหนอ(หายใจเข้า) ยุบหนอ(หายใจออก)ยังไม่ทันจะพองอีกทีก็งีบไปซะแล้ว ปรากฎว่ามารู้ตัวอีกทีคุณสามีก็อยู่ใกล้ตัว ได้ยินว่าเก่งมากนะ เก่งมาก  เราพูดว่าหิวน้ำ หมอ(สามี)ว่าบ้วนปากก่อนนะ อย่าพึงกิน มองดูนาฬิกาบ่ายโมงแล้วเอ้อเราหลับไปนานจัง วันนั้นนอนห้องไอซียู 1คืน (คืนวันจันทร์) เช้าวันอังคารย้ายมาห้องพิเศษห้อง203ตึกธนาคารกรุงเทพ(อยู่ในโรงพยาบาลจุฬาแต่เค้าเรียกชื่อว่าตึกธนาคารกรุงเทพน่ะ)
   สงสารหมอ(สามี)สุดๆตอนที่รู้ว่าเราผ่าตัดตั้ง3ชั่วโมง  เค้าเครียดจนแทบอาเจียน นอนก็ไม่หลับพลุดลุกพลุดนั่งทำไม่ผ่าไม่เสร็จซะที  ใครพูดเล่นด้วยไม่เอาด้วยเลย พอเราหายดีเค้าค่อยมาบอกว่า เรารอดตาย อ้าว!! ถึงตายเลยเหรอ  เค้าว่าเออตายได้นะ ซัดเด้นเดท ( Suddendeath )คือตายแบบทันทีทันใดเลย  ถ้ามีเลือดออกแล้วไปกดทับก้านสมอง(ควบคุมการหายใจ)   เพราะเราผ่าใก้ลก้านสมอง เราอาจมีรายการไม่ฟื้นได้   นี่ล่ะน้าคุณสามีเป็นหมอ(รู้มาก) ก็เลยเครียดมาก เราไม่รู้ เราสบายๆๆ  ว่าแต่ทำไมผ่านานจังไหนว่า45นาที-1ชั่วโมง  ทำไมแถมให้ซะนานเชียว  เห็นหมอว่าผ่ายาก และต้องใช้โลหะพิเศษใส่เสริมเข้าไปด้วย(ชิ้นนี้เบิกได้บางส่วน เลยต้องจ่ายเงินเพิ่ม2พันกว่าบาท)นอกเหนือจากเทฟล่อน(ฟองน้ำที่เอาไปแบ่งเขตน่ะเบิกได้)
      เอาเหอะ เอาเหอะ อยากแถมอะไรก็แถมมา   ว่าแต่เจ้าพวกของแถมที่หมอเค้าขู่เอาไว้น่ะเราได้มามั่งเปล่าเนี่ย..........
     หมอเรสิเด็นท์มาตรวจมาทำนิ้วโป้งถูกับนิ้วชี้ที่ข้างหูเรา   แล้วถามว่าได้ยินมั้ย ได้ยินซิไม่ได้หูหนวกซะหน่อย(คิดในใจนะไม่ได้พูด)  เออ จริงแสดงว่าหูไม่หนวก555 ผ่านไปหนึ่งล่ะ  หน้าล่ะเบี้ยวมั้ยไม่มีกระจก แต่หมอบอกให้ยิ้ม... สวยค่ะหน้าไม่เบี้ยวอิอิอิ   ผ่านไปสอง ปากก็ไม่เบี้ยวผ่านไปสาม  สว่นหน้าชามั้ยยังตอบยากมันยังมึนๆยาสลบอยู่ หนักไปทั้งหัวเลย ปวดหัวแบบหัวจะระเบิดได้เป็นเสี่ยงๆ หมอว่าน้ำในหัวยังไม่เท่ากัน มันคงบวมมั้ง  เอาน่าเดี๋ยวก็หาย เกิดขึ้นตั้งอยู่เดี๋ยวก็ต้องดับไป พระพุทธเจ้าสอนว่าทุกอย่างไม่มีวันเที่ยงมันต้องเปลี่ยนไป     พอหมอใหญ่มาตรวจถึงได้รู้ว่าอดเที่ยวแน่นอนเพราะห้ามขึ้นเครื่องบิน (แหมลงเรือได้ค่ะขึ้นเครื่องบินไม่ได้ แล้วตูจะไปฮ่องกงได้ไงถ้าไม่ขึ้นเครื่องหมอคงนึกว่าเราจะไปลงเรือที่ท่าพระจันทร์หรือไงเนีย บ้านไม่ได้อยู่ศิริราชซะกะหน่อย กินแห้วเลยเรา จ๋อยสุดๆ นึดถึงชุดสวยที่เตรียมไปเริ่ดกลาล่าร์ดินเนอร์ อนิจัง จริงจริ๊ง..)
      ลุกเดินก็เวียนหัว ปวดหัวยังกะจะแตก เรามีฝาแฝดนะ  หน้าเหมือนกันเดี๊ย(ฝาแฝดเป็นนักเขียน.. หนังสือเรื่องธรรมดัดสันดาน.. เป็นหนังสือติดอันดับขายดีของสำนักพิมพ์อัมรินทร์) เราพยายามต่อรองกับฝาแฝดว่า..แกมาผ่าตัดแทนฉันที  ฉันจะไปเที่ยวเรือ.. มัน(ฝาแฝด)ไม่หลงคารมเราเล้ย  เราต้องยอมผ่าเอง ...
      ในที่สุดทุกอย่างผ่านไปด้วยดี(แค่วันทีสอง)หลังผ่าดัด เราเริ่มเดินเองได้สบายๆปวดหัวก็กินยาพาราเท่านั้น อาบน้ำเองได้เอาสายน้ำเกลือออกแล้ว ฝาแฝดมาเยี่ยม เราบอกว่าแกมานอน(เตียงคนไข้)แทนฉันหน่อยฉัน(พยาบาลจำไม่ได้หรอกเราเหมือนกันมาก)  จะไปซอยผมที่ ร้านเรืองฤทธิ์ (อยู่ข้างจุฬาเราเป็นขาประจำ)   คุณสามีโทรศัทพ์มาพอดี(เค้ากลับขอนแก่นไปก่อนเพราะต้องทำงานและต้องสอนนักเรียนแพทย์)  พอบอกเค้าว่าจะไปซอยผมร้านเรืองฤทธิ์  โดนโวยวายใหญ่ อย่าซ่าส์นะ  ไปไม่ได้เด็ดขาด  เสียเลือดไปมากไม่ได้ให้เลือดเลย  ห้ามซ่าส์นะ  เดี๋ยวหกล้มเข้าใจมั้ย!!!   แหมสั่งรัวมาเป็นชุด  แน่จริงบินมาคุมดิ    ก็ฉันโดนเปลี่ยนทรงผมแบบไม่ได้เลือกทรงเองซะหน่อย   ท้ายทอยถูกโกนไปซะแทบนึงง่ะ   แม้ว่าเราจะยังเห็นท้ายทอยได้ไม่ถนัด(คอเอียงยังไม่ได้ตึงยังกะเป็นผีดิบเวลาหันต้องไปทั้งตัว) แต่ก็แอบเห็นว่าแผลใหญ่มากยาวเหมือนมีตะขาบ12ปล้องมาเกาะอยู่ที่ท้ายทอย  เออ!ดีดี มีอะไรก็ไม่ต้องพิสูจน์ยาก  ของแท้ต้องมีตะขาม12ปล้องที่ท้ายทอย ฮาฮา    ที่หน้าผากมีรอยเหมือนขอบชามรูปทรงรีๆ(ตอนนี้จางไปเดี๋ยวคงหายหมด)   สอบถามได้ความว่าเราต้องนอนคว่ำหน้า เอียงคอบิดๆหน่อย หมอถึงจะผ่าถนัด มิน่าปวดก้านคอชะมัดเลย
     เราโชคดีมากๆๆๆ วันนี้วันที่10กรกฏาคม54   เท่ากับผ่าตัดมาได้15วันแล้ว เราหายแบบสนิท หายเป็นปลิดทิ้ง ไฟไม่ข๊อทหน้าอีกเล้ย  มีชาที่คางนิดหน่อย   เป็นแบบรู้สึกว่าคางหนาๆนิดนึงเท่านั้นเอง นอกนั้นยอดเยี่ยม อาจารย์หมอรุ่งศักดิ์ ศิวานุวัฒน์ ท่านเก่งมากมากเลย   ท่านนัดเราไปดูอาการวันที่28ก.ค.นี้ที่จุฬา
      เราให้สามีตัดไหมให้ที่คลินิก น้องฝาแฝดเราให้สามีเค้าขับรถคันหญ่ายมาส่งถึงบ้านที่ขอนแก่นตั้งแต่วันพฤหัสที่30มิย.(ผ่าจันทร์ถึงบ้านพฤหัสเก่งมากมั้ยเนี่ย)   บุญรักษาพระคุ้มครอง เราปฏิบัติธรรมมานานหลายปี พระอาจารย์ที่ให้กรรมฐานเราคือ ท่านหลวงปู่ทอง สิริมังคโล (พระธรรมมังคลาจารย์ วิ.)วัดจอมทองวรวิหารอำเภอจอมทองจังหวัดเชียงใหม่(ปีนี้ท่านอายุ88ปีแล้ว)    ตอนเราผ่าตัดหลวงปู่ท่านไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่อิสราเอล  เราได้กราบเรียนให้ท่านทราบ  ท่านเมตตาเรามาก หลวงปู่แผ่เมตตาให้เราทุกวัน เราเลยรอดปลอดภัยแบบปาฏิหารย์ที่สุด  อย่างที่เล่ามาทั้งหมดนั่นล่ะ  กรรมดี(ของเรา)ที่ทำประจำนอกจากนั่งสมาธิ เดินจงกรม ไหว้พระสวดมนต์  ก็มีที่สำคัญคือคัดเลือกส่งคนไปปฏิบัติธรรมที่บ้านไรวา  ส่งไปทีละ5คน รวมๆแล้วเกิน50คนได้แล้วล่ะ (บ้านไรวา ของบริษัท เอสแอนด์พี เจ้าของสโลแกน.... ที่นี่มีแต่ของอร่อย... เปิดสอนปฎิบัติธรรมมา30กว่าปีแล้ว  จัดสอน เดือนเว้นเดือน(ไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ8วัน7คืน)  สถานที่ก็คือบ้านพักตากอากาสของตระกูล ไรวา อยุ่ที่ อำเภอ ศรีราชา จ.ชลบุรี)  เราเที่ยวชักชวนเพื่อนบ้าง พี่น้องบ้าง คนไข้ที่ขาดกำลังใจ คนที่มีความทุกข์ใจ ซึ่งการชวนคนปฎิบัติธรรมเนี่ย ชวนยากมากๆเลย (ยากกว่าขายประกันชีวิตซะอีก) เพราะคนมักคิดว่าไม่มีเวลา เอาไว้ก่อน สารพัดจะบ่ายเบี่ยง แต่ก็มีบ้างบางคนที่เค้ามีบุญเก่าติดตัวมา  พอชวนปุ๊บก็ไปปั๊บเลย(แต่มีน้อยนะที่เป็นแบบนี้)   เราส่งคนปฏิบัติธรรมมาหลายปีแล้ว(อาจารย์ วรากรและคุณนาย พรพิไล ไรวา ท่านเมตตาให้เราจัดส่งคนไปได้ทุกครั้งที่มีการอบรม)  
     บุญที่ได้ส่งคนไปพบพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์   ทำให้คนที่ไป(บ้านไรวา)พบความสุขที่แท้จริงของชีวิต พบว่าเกิดมาทำไม ควรทำอะไรในชีวิต  บุญในการส่งคนไข้มะเร็งไปรักษาใจ  เราว่าบุญเหล่านี่ล่ะที่ช่วยให้เรารอดปลอดภัย  กลับมาบ้านแค่สองวันก็ขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนใกล้ๆได้แล้ว เราหายแบบหายสนิทจริงๆ..  สาธุสาธุ...อนุโมทนาบุญให้ทุกคนที่ได้อ่านเรื่องนี้ด้วยนะ..
     หลังผ่าตัดหายดีแล้ว การที่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน เคี้ยวอาหาร ได้แบบคนปรกติ ไม่ต้องคอยระมัดระวังว่า      ไฟจะชอ๊ทหน้าเอาเมื่อไหร่ การไม่ต้องกินยาที่ทำให้ง่วงซึมทั้งวัน การไม่ต้องท้องผูกเพราะเป็นผลข้างเคียงของยาที่กิน ความปรกติที่เคยไม่ปรกติ   ทำให้เรารู้ว่า แค่ กืนได้ นอนหลับ ขับถ่ายได้ดีทุกวัน      แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว  ความสุขอยู่ที่การดำเนินชีวิตได้แบบปรกติเท่านั้นเอง... เรามองไม่เห็นความสุขเหล่านี้ จนเมื่อมันหายไป(เกิดการป่วยเจ๊บ)พอกลับมาเป็นปรกติจึงรู้สึกมีความสุข...  ปิติจนน้ำตาซึม กะอีแค่แปรงฟันได้แบบคนธรรมดาก็มีความสุขได้ซะขนาดนี้เลยเชียว..  เคี้ยวอาหารข้างซ้ายไม่ได้มานาน พอเคี้ยวได้มันปลื้มจริงๆ ขอบคุณอาจารย์หมอ รุ่งศักดิ์ ศิวานุวัฒน์  ที่ท่านทำให้เราหายแบบปลิดทิ้งเลย การเป็นหมอเนี่ยดีตรงที่ได้ทำบุญทุกวัน สามีเราได้ทำบุญทุกวัน เรามีลูกสาวเรียนหมอตอนนี้อยู่ปี5แล้ว สามีและลูกที่กำลังจะเป็นหมอก็จะได้รักษาคนไข้ ได้ทำบุญทุกวัน
     เมื่อก่อนที่จะป่วยไม่เคยรู้หรอกว่าแค่มีร่างกายปรกติ ไม่มีโรคนั้นเป็นมันก็แสนจะมีคุณค่าที่สุดแล้ว เราวิ่งหาแต่ทรัพย์สมบัตินอกตัว ต้องมีโน่น ต้องมีนั่น ต้อง...ต้อง...ถึงจะมีความสุข หารู้ไม่ว่าแค่ไม่มีโรคก็สุขที่สุดแล้ว
เราว่าถ้าเลือกได้ขอไม่มี5ข้อนี้
1)ไม่มีโรค
2)ไม่มีโลภ
3)ไม่มีโกรธ
4)ไม่มีหลง
5)ไม่มีหนี้
    ใน5ข้อนี้มีเพียงข้อเดียวที่ คนเราน่าจะควบคุมตัวเองได้(ถ้ามีสติไวพอ )ข้อนี้ยากสุดๆๆเหมือนกัน แต่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ คือข้อไม่มีหนี้  แต่ข้อ1-4 นั้น ทำได้ยากมาก(กว่า)ต้องฝึกตน ต้องพัฒนาจิตของตนให้เข้มแข็ง  การหมั่นทำสมาธิ เดินจงกรม และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ปล่อยให้จิตออกไปนอกกายนานนัก เป็นเป้าหมายที่คนเราควรทำที่สุด เพื่อจะได้4ข้อแรก อาจไม่ได้ในชาติเดียวต้องทำต่อเนื่องหลายๆชาติ สะสมไปสะสมไปเรื่อยๆก็จะมีโอกาสได้ในที่สุด(ยาวนานมากนะไม่รู้เมื่อไหร่ แต่ถ้ามาถูกทางก็มีโอกาสที่จะได้พบ)
     การผ่าตัดครั้งนี้ทำให้ฉุกคิดได้หลายอย่าง  ตอนที่ออกจากห้องผ่าตัดแล้วย้ายมาอยู่ห้อง ไอซียู สิ่งแรกที่พยาบาลให้ทำก็คิอป้วนปากแปรงฟัน เพราะคนที่ถูกดมยาสลบน่ะ ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ปากจะแห้งมากไม่มีน้ำลายมาหล่อเลี้ยง กลิ่นปากจะเหม็นแบบสุดๆ แม้ว่าจะไม่ได้กินอะไรเลยและแปรงฟันไว้แล้วเป็นอย่างดีแค่ไหนก็ตาม คนจนคนรวย คนสวยคนขี้เหร่ ไม่ว่าจะเป็นใครก็(ปาก)เหม็นได้ไม่แพ้กัน อนิจจัง ร่างกายของเรานี้มีแต่สิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นทั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าหลงไหลเลยสักนิด ขนาดยังไม่ตายยังเหม็นได้ขนาดนี้... เราไม่ได้สระผมแค่3วัน ยังหงุดหงิดในหัวตัวเองเป็นอย่างยิ่ง อดรนทนไม่ได้(ถ้าต้องรอตัดไหมก่อนค่อยสระผม) เลยต้องให้สามีพาไปสระผมที่ร้านทำผมใก้ลๆบ้าน
        คิดๆดูแล้วทั้งหัว หู ทั้งหน้า ทั้งตัวเนี่ย มีตรงไหนไม่เหม็นมั่งมั้ยเนี่ย... เราปลงเลย ไอ้ที่มันหอมๆอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะการ ดูแลทำความสะอาจเอาใจใส่ ลองไม่ทำอะไรเลยนั่งนอนเฉยๆสักสามวันก็เหม็นแล้ว เสื้อผ้าซักมาหอมๆ เราเอามาใส่วันเดียวก็ไม่หอมแล้ว ในท้องเราเนี่ยมันก็มีแต่สิ่งเน่าเหม็น ที่มันไม่ส่งกลิ่นออกมาก็เพราะมีหูรูดปิดกั้นกลิ่นเอาไว้  คนไข้ที่ระบบหูรูดกระเพาะอาหาร-ลำไส้ทำงานผิดปรกติ  กรดท้นขึ้นมาได้ เรอ ออกมาทีคนอยู่ใกล้แทบผงะ .....   ได้เกิดมาเป็นคนทั้งทีต้องถือโอกาสทำทุกวิถีทางที่จะไม่ต้องมาเกิดอีกนานนาน หลายภพหลายชาติ มันน่าเบื่อที่สุด ได้เกิดเป็นคนนั้นดีกว่าเกิดเป็นอย่างอื่น ก็ตรงที่คนสามารถปฎิบัติธรรมได้ มีโอกาสจะสะสมความดี  สั่งสมบารมี และมีหนทางจะหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด แม้จะยากแต่ก็มีโอกาส บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ทางพ้นทุกข์พระพุทธเจ้าท่านชี้ไว้แล้ว  ตราบใดที่เรายึดมรรคมีองค์8  ตราบนั้นไม่ผิดทางเดินแน่  ปฎิบัติไปเรื่อยๆต้องถึงซึ่งทางพ้นทุกข์ไม่ชาติใดก็ชาติหนี่ง  อดทนหนอ พากเพียรหนอ พองหนอ ยุบหนอ......ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้สะอาดขาวรอบ คิดดี พูดดี ทำดี ความสุขสัวสดีก็จะมีแก่ชีวิตทั้งภพนี้และภพต่อๆไป เอวังก็มีด้วยประการล่ะฉะนี้....แล..
      ใครจะผ่าตัดประสาทสมองคู่ที่5แบบเรา ก็ปรึกษาได้นะ  ใครอยากปฎิบัติธรรมที่บ้านไรวา ก็ลองติดต่อมาได้เช่นกัน  ที่อีเมลล์ nitchapa136@hotmail.com  เข้าดูวิธีการผ่าตัดได้ที่ Youtube Trigeminal Neurolgia surgery
ณิชาภา พงศนรากุล 081-8731111
 
 
 

edit @ 11 Jul 2011 12:19:41 by ประทีปส่องใจ

edit @ 11 Jul 2011 12:22:02 by ประทีปส่องใจ

edit @ 12 Jul 2011 16:57:38 by ประทีปส่องใจ

edit @ 14 Jul 2011 07:46:00 by ประทีปส่องใจ

edit @ 14 Jul 2011 10:14:18 by ประทีปส่องใจ

edit @ 20 Jul 2011 21:12:16 by ประทีปส่องใจ

edit @ 1 Oct 2011 16:32:35 by ประทีปส่องใจ

edit @ 1 Oct 2011 16:45:14 by ประทีปส่องใจ

edit @ 1 Oct 2011 16:49:24 by ประทีปส่องใจ

ตู้เสื้อผ้า

posted on 23 Jun 2011 13:20 by nitchapa136
เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง ผู้หญิงเรามีสิ่งเหล่านี้กันทุกคน มีมากบ้างมีน้อยบ้าง ตามแต่ความสามารถในการหาเงินมาซื้อหามันมาครอบครอง ไม่มีผู้หญิงคนไหนตอบได้ในทันทีว่ามีเสื้อกี่ตัว มีรองเท้ากี่คู่ มีกระเป๋ากี่ใบ
เครื่องสำอางสารพัดยี่ห้อถูกใช้ไปอย่างละนิด อย่างละหน่อย น้อยนักที่จะถูกใช้จนหมดขวดหมดกระปุก
  สาวๆทั้งหลายเคยมองเห็นเงินที่แปะติดอยู่กับเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และเครื่องสำอางเหล่านั้นมั้ยว่ามันรวมๆแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ ค่าแรงงานที่เราต้องตรากตร่ำ มันถูกไปแปะไว้กับสิ่งเหล่านั้น มันคุ้มค่ามั้ย เราใช้มันอย่างคุ้มค่ามั้ย
ทำไมเรามีจนนับไม่ถ้วนแล้ว เรายังเทียวซื้ออยู่อีก ซื้ออย่างเมามัน อย่างมีความสุข เรามองไม่เห็นแบ๊งค500 แบ๊คง1000 ที่มันแปะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเรามองเห็นเราจะเสียดายเงินบ้างมั้ย มองต้นให้เห็นปลาย
ทุกอย่างใหม่ในวันนี้ก็จะเก่าในวันข้างหน้า ทุกอย่างเราพอใจมันวันนี้ เราก็จะเบื่อมันในวันข้างหน้า เราจะวิ่งตามความพอใจ เราจะเอาเงินไปเทกับการซื้อความพอใจในวันนี้เพื่อละทิ้งวางลืมมันในวันข้างหน้า มันคุ้มค่าจริงหรือ
เสื้อผ้ามากมาย ตู้เล๊กไปไม่พอเก็บ ซื้อตู้เพิ่ม ซื้อไม้แขวนเพิ่ม เสื้อบางตัววื้อแล้วก็ลืม ค้นไปเจอเข้าเอ ตัวนี้ซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่  ขาดสติจริงๆ ขอให้ได้ซื้อ ไม่มีความจำเป็นอยู่ในการซื้อเลย ซื้อเพราะสวยดี ถูกดี มันถูกจริงหรือ
มีอะไรก็ทุกข์กับอันนั้น ถ้ามันแพงมากสวยมาก ก็ต้องซักแห้ง กลัวเสียรูปทรง 
  เอ้าซื้อเข้าไป เงินไม่พอใช้ก็รูดบัตรไปก่อนค่อยผ่อนจ่ายทีหลัง เงินไม่เคยเหลือเก็บ รายรับไม่สำคัญเท่ารายเหลือ
หาได้5000 บาท มีเหลือเก็บ500บาท ยังดีกว่าคนหาได้5หมื่นบาทแล้วไม่มีเก็บเลยสักบาทแถมยังมีหนี้บัตรเครดิตอีกหลายๆใบ
  ตั้งหลักใหม่ ไม่ยากเลย หยุดซื้อ ใช้ที่มีอยู่ให้หมด อันไหนหมดซื้ออันนั้น เสื้อผ้างดเด็ดขาด1ปี แค่นี้เองหนี้บัตรก็จ่ายให้มากที่สุด ยกเลิกไปซะบ้าง เอาเวลามาจัดตู้เสื้อผ้า จัดตู้รองเท้า มองให้เห็นเงินที่หายไปของคุณแปะอยู่ตามสิ่งต่างๆเหล่านั้น
ลาก่อนความฟุ้งเฟ้อ สวัสดีกับสติที่จะมาพร้อมกับเงินออมในไม่ช้า ปรึษากันได้นะคะ เราเคยมีหนี้บัตร14ใบ รวมยอดแล้ว1ล้านสี่แสน แต่ตอนนี้ไม่มีหนี้บัตร และไม่มีหนี้ใดๆเลย มีเงินออมบ้างหลายแสนแล้ว
เราทำๆด้ทุกอย่างอยู่ที่การเริ่มต้น คุณจะเริ่มเมื่อไหร่ หรือคุณจะตายไปพร้อมกับหนี้